โภชนาการอาหาร เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นในกลุ่มคนรักสุขภาพ โดยเฉพาะการใส่ใจเลือกวัตถุดิบในแต่ละมื้ออาหาร หนึ่งในปัจจัยสำคัญ คือ การเลือกเนื้อสัตว์ที่เหมาะสมต่อร่างกาย ซึ่งเนื้อสัตว์ที่นิยมรับประทานกันทั่วไป เนื้อหมู และเนื้อไก่ ถือเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ เพราะหาซื้อง่าย ทำอาหารได้หลากหลาย และให้คุณค่าทางโภชนาการที่แตกต่างกันออกไป
สำหรับใครที่ยังไม่แน่ใจว่า ควรเลือกรับประทานเนื้อหมู หรือเนื้อไก่ดี ในบทความนี้ จะพาทุกคนมาดูโภชนาการของเนื้อหมู และเนื้อไก่ เพื่อให้ทุกคนเลือกรับประทานอาหาร ให้ถูกต้องตามหลักอนามัย จะมีอะไรบ้าง เรามาดูกัน
-
โปรตีน
เริ่มกันที่สารอาหารหลักอย่าง โปรตีน ซึ่งมีความสำคัญต่อการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ โดยเนื้อหมูให้โปรตีนประมาณ 27 กรัม ในส่วนเนื้อไก่ให้โปรตีนเฉลี่ย 23 กรัม แต่เฉพาะอกส่วนอกไก่ จะให้โปรตีนสูงถึง 30 กรัม
-
แร่ธาตุ
ร่างกายยังต้องการ แร่ธาตุและวิตามิน จากอาหาร เพื่อช่วยในการเจริญเติบโต ซ่อมแซมร่างกาย และรักษาสมดุลของระบบต่าง ๆ ทั้งเนื้อหมู และเนื้อไก่ต่างมีวิตามิน และเกลือแร่ที่จำเป็น แต่มีจุดเด่นแตกต่างกัน คือ เนื้อหมู โดดเด่นในเรื่องของ วิตามินบี 1 ซึ่งช่วยเสริมการทำงานของระบบประสาท และการเผาผลาญพลังงาน ในส่วนเนื้อไก่เด่นในด้าน วิตามินบี 3 และวิตามินบี 6 ที่ช่วยบำรุงสมอง
-
ไขมัน
เนื้อหมูและเนื้อไก่ มีความแตกต่างกันค่อนข้างชัดเจน ขึ้นอยู่กับส่วนที่เลือกบริโภค หากเป็นเนื้อไก่ส่วนอกไก่ จะมีไขมันต่ำมาก เพียง 1-3 กรัม และสะโพกหรือน่อง มีไขมันประมาณ 6-15 กรัม ในขณะที่เนื้อหมู สันในหมูมีไขมันต่ำใกล้เคียงอกไก่ ประมาณ 2-4 กรัม แต่ถ้าเป็นส่วนสันคอ หรือหมูสามชั้น จะมีไขมันสูงถึง 20-30 กรัม
เปิดตำรา เมนูหมูครบ 5 หมู่ ทำเองง่าย รสชาติดี และมีประโยชน์
-
แคลอรี
สุดท้ายกำลังพลังงานที่มอบให้ โภชนาการเนื้อหมูและเนื้อไก่ ให้พลังงานแตกต่างกัน โดยหากเป็นเนื้อไก่ให้พลังงานเฉลี่ย 120-203 แคลอรี แต่ถ้าเป็นเนื้อหมู จะแยกออกเป็นสองกลุ่ม เช่น เนื้อหมูติดมัน และไม่ติดมัน ซึ่งส่วนมีไขมันน้อย อย่างสันในและสันนอก ให้พลังงาน 150-200 แคลอรี ในขณะที่เนื้อหมูติดมัน อย่าง สามชั้น หรือสันคอให้พลังงาน 200-400 แคลอรี

เคล็ดลับ เลือกรับประทานเนื้อหมู ให้เหมาะกับโรคประจำตัว
สำหรับผู้ที่ต้องการสารอาหารได้ครบ หรือมีโรคประจำตัว การเลือกกินได้อย่างเหมาะ อาจต้องดูกับความต้องการของร่างของแต่ละว่าต้องการสารอาหารแบบไหน โดยโภชนาการเนื้อหมู สามารถเลือกตามแนวทางเลือกกินตามโรคประจำตัว ดังนี้
-
ผู้มีภาวะโลหิตจาง
ผู้ที่มีภาวะโลหิตจาง ควรเลือกทานเนื้อหมูที่มีธาตุเหล็ก และวิตามินบี 12 ซึ่งช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง เช่น หมูส่วนสันในหรือสะโพก นอกจากนี้ ควรรับประทานคู่กับผักที่มีวิตามินซีสูง เพื่อช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กให้ดียิ่งขึ้น
-
โรคเบาหวาน
สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ควรเลือกทานเนื้อหมูส่วนไม่ติดมัน เช่น สันในหรือสันนอก เพื่อหลีกเลี่ยงไขมันส่วนเกิน ที่อาจส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด และควรหลีกเลี่ยงเมนูหมูทอด หรือหมูสามชั้น
-
โรคความดันโลหิตสูง
ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น หมูแปรรูป หมูแดดเดียว หรือหมูหมักเครื่องปรุงรสจัด ทางที่ดีควรเลือกเนื้อหมูสดปรุงรสอ่อน ๆ และเน้นการปรุงแบบต้ม หรือนึ่ง
-
โรคหัวใจ
สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ โภชนาการของเนื้อหมูควรเลือกบริโภค เนื้อหมูที่มีไขมันต่ำ และควบคุมปริมาณในการรับประทาน อีกทั้งควรหลีกเลี่ยงส่วนที่มีไขมันสูง เช่น สามชั้นหรือสันคอ และเลือกวิธีปรุงที่ใช้น้ำมันน้อย เพื่อลดปริมาณไขมันอิ่มตัว
ก็จบกันไปแล้ว กับโภชนาการของเนื้อหมูที่ควรรู้ โดยจะเห็นได้ว่า เมื่อเปรียบเทียบคุณค่าทางโภชนาการของเนื้อสัตว์ทั้งสองชนิด จะเห็นได้ว่า เนื้อไก่ เป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์สำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมพลังงาน ในมื้ออาหารได้ดีกว่าเนื้อหมู เนื่องจาก มีไขมันต่ำและให้โปรตีนสูง
อย่างไรก็ตาม การดูแลสุขภาพที่ดี ไม่ควรจำกัดการบริโภคเพียงเนื้อสัตว์ชนิดใดชนิดหนึ่ง ควรเลือกทานให้หลากหลาย เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน และช่วยลดความจำเจของเมนูอาหารในแต่ละวัน
ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.pitchameat.com/
